วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2562

How to ภาวนาอย่างไรให้มีทรัพย์ไม่ขาดสาย ตอนอวสาน


images4
ตอนที่แล้ว ไถลเถลือกไปเม้าท์เรื่องความเป็นพระโสดาบันได้อย่างไรก็ไม่ทราบ ความจริงก็เกี่ยวอยู่เหมือนกัน ตรงที่ ถ้าเราปฏิบัติธรรม เพื่อความเป็นพระโสดาบัน แล้วใกล้จะบรรลุธรรม พระยามาราธิราช หรือผู้มีฤทธิ์องค์อื่น ๆ ท่านจะไม่อยู่เฉย เหตุเพราะผู้ที่บรรลุโสดาบัน จะพ้นไปจากอำนาจของท่าน จึงเป็นธรรมดาที่ต้องมีการทดสอบกันหน่อย อาจจะเป็นในรูปของ การทำให้มีโชคลาภเหลือเชื่อ จนถึงความร่ำรวย เพื่อทดสอบกำลังใจว่า ท่านจะรักษาศีล ๕ ได้บริสุทธิ์จริงหรือเปล่า เคารพพระรัตนตรัยจริงหรือเปล่า ในพระไตรปิฎกก็มีกล่าวถึง สุปปพุทธกุฏฐิ ผู้เป็นชายยากจน และเป็นโรคเรื้อน ฟังธรรมแล้ว เกิดดวงตาเห็นธรรม พระอินทร์เสด็จมาทดสอบกำลังใจด้วยตัวเองว่า สุปปพุทธกุฏฐิ บรรลุโสดาปัตติผล จริงไหม โดยว่า จะเนรมิตแก้วแหวนเงินทองให้ สุปปพุทธกุฏฐิ ร่ำรวย และจะรักษาโรคเรื้อนให้ เพียงให้พูดตามท่านว่า พระพุทธเจ้า ไม่ใช่ พระพุทธเจ้า พระธรรม ไม่ใช่ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ใช่ พระสงฆ์ กลับโดนสุปปพุทธกุฏฐิ ด่าเสีย ๆ หาย ๆ เพ้ยไล่ไป ดังนี้แล้ว จึงว่า แนวคิดที่ข้าพเจ้าเขียนขึ้น มิได้ไม่มีมูล เมื่อท่านปฏิบัติไป จนใกล้จะถึงความเป็นพระโสดาบัน ก็จะถูกทดลองใจเยี่ยงนี้เช่นกัน และต่อจากนี้ พิธีกรไม่ได้รับเชิญ (เพราะอยู่ที่นี่ตลอด) คุณน้องของเรา จะเป็นผู้ดำเนินรายการ "รีดพระ" ต่อไป
คุณน้อง : หลวงพี่คะ หลวงพี่ แอบหนีไปอ่านบล็อกคนอื่นมาอีกแล้วใช่ไหมคะ ถึงอู้ไม่ยอมมาให้คุณน้องรีด
สมีรี่ : อ๋อ... ไปนั่งวิจัยฝุ่น เอ้ย... วิจัยการอธิบายการทำวิปัสสนาบนบล็อกมาจ้ะ ความจริงมันไม่ใช่เรื่องยากหรอก แต่มันอธิบายยากน่าดู เรียบเรียงแล้วออกมาแนวเครียด ๆ ก็เลยไปด้นสดมาว่า จะทำไงให้มันออกมาผ่อนคลายสักหน่อย
คุณน้อง : อ้า... ใช่ ยังมีเคล็ดการวิปัสสนาอีก ยังรีดไม่เรียบ
สมีรี่ : เรื่องการวิปัสสนานี่ ต้องบอกก่อน แนวการปฏิบัตินั้น มีหลายแนว อย่างแนวหลวงพ่อฤๅษี ท่านให้เริ่มด้วยการเจริญสมาธิ หรือเจริญสมถะ ด้วยการฟังธรรม ซึ่งปกติเวลาท่านเทศน์ จะลงท้ายด้วยวิปัสสนา แทบทั้่งสิ้น
วิปัสสนา คืออะไร? คือการเห็นโลกตามความเป็นจริง อะไรคือความจริง? ความจริงคือ ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนี้ หรือจักรวาลไหน ๆ ก็มีลักษณะสามัญ เหมือนกันอยู่ ๓ ประการ นั่นคือ ทุกขัง-ทนอยู่ในสภาพเดิมได้ยาก อนิจจัง-ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงเสมอ อนัตตา-ไม่ใช่ตัวตน ควบคุมไม่ได้
คุณน้อง : ฟังดูก็เหมือนง่าย ๆ นี่คะ เคยได้ยินมาแต่เด็กแล้ว
สมีรี่ : มันก็ฟังดูง่าย ๆ แต่ก็เหมือนตอนที่แล้่วนั่นแล เวลาเจอสิ่งเร้ามากระทบ จิตเราจะไวกว่าความคิดเสียอีก เช่น ส่องกระจกแล้วเจอรอยตีนกา วินาทีแรก จิตจะรู้สึกก่อนเลยว่า ไม่พอใจ แล้วแทนที่จะคิดว่า มันเป็นอนิจจัง เกิดแล้วก็แก่ แก่แล้วก็ตาย กลับคิดว่า ตายแล้ว... อีกาบ้า ช่างไม่รู้ที่ต่ำที่สูง บังอาจมาเหยียบหน้าฝากรอยตีนพวกแก ไว้ได้ยังไง เดี๋ยวไปให้คลินิคความงามหมอ... ฉีดโบท็อกซ์ให้ดีกว่า น่าน... เห็นไหม ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา หล่นหายไปแล้ว
คุณน้อง : อ้าวเหรอคะ คุณน้องคิดว่า อย่างนั้นเป็นเรื่องปกติซะอีก เวลาคุณน้องส่องกระจก ถ้ามีริ้วรอยขึ้นนิดหนึ่ง คุณน้องก็รีบไปปรึกษาหมอผิวหนังเลยหล่ะค่ะ
สมีรี่ : นั่นละ ๆ คุณน้องทราบไหมว่า กว่าคุณน้องจะไปหาหมอ จิตเราทำงานไปหลายขั้นตอนแล้ว ตั้งแต่ตาเห็นริ้วรอย จิตไม่พอใจ คิดหาทางกำจัดริ้วรอย ไปหาหมอ และตลอดสายของกิจกรรมกำจัดรอยย่น คุณน้องไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิดว่า กำลังพยายามฝืนกฏธรรมดา
คุณน้อง : อะไร คือ กฏธรรมดาคะ
สมีรี่ : ก็ไตรลักษณ์นั่นแล มีเกิดขึ้น แปรเปลี่ยนไป สุดท้ายก็ตาย สูญสลายไป หน้าเราแก่ลง ก็เป็นเรื่องธรรมดาตามวัย ถูกไหม
คุณน้อง : แล้วคุณน้องไม่มีสติยังไงคะ คุณน้องว่า คุณน้องก็รู้ตัวนี่คะว่า กำลังจะไปหาหมอ
สมีรี่ : ไม่หรอก คนทั้งโลกมักจะหลง อยู่ในโลกแห่งความคิด ไม่ค่อยมีใครตื่นมารู้ตัวหรอก กว่าจะรู้สึกตัว บางทีโน่นแนะ กำลังจะจ่ายเงิน เฮ้ย...นี่ฉันทำอะไรลงไป นี่มันเงินเดือนของเดือนนี้ทั้งเดือนนะ แล้ววันที่เหลือจะกินอะไร (ขนาดว่า รู้สึกตัวอย่างนั้น ทางธรรมยังไม่เรียกว่า "รู้สึกตัว" เลย)
คุณน้อง : -->ฉึก<--
สมีรี่ : อ้าว... คุณน้องเป็นอะไรไปหน่ะ ทำหน้าเศร้าสร้อย
คุณน้อง : ก็หลวงพี่เล่นแทงใจดำ เมื่อวานเพิ่งไปซื้อคอร์สเธอร์มาจมา คอร์สละหกหมื่น เห็นเขาให้ผ่อนสิบเดือนไม่มีดอกเบี้ย คิดว่าแค่เดือนละหกพันเอง ก็เลยหลงทำไป ตอนทำก็เจ็บแทบตาย แต่พอตอนมาจ่ายตังค์เจ็บยิ่งกว่า เพิ่งมารู้สึกตัวว่า จ่ายเกินตัว
สมีรี่ : น่าน... แล้วไหนตอนมาขอคาถาบอกใช้เงินประหยัดแล้วไง
คุณน้อง : ก็... ก็... ตอนมาขอคาถาหลวงพี่มันหลายวันแล้วนี่คะ นี่เพิ่งไปซื้อคอร์สมาเมื่อวานเอง มันคนละเวลากันค่ะ ก่อนหน้านั้นประหยัดสุด ๆ ค่ะ เอ๊ะ... วันนี้หลวงพี่ว่าจะพูดเรื่องวิปัสสนาใช่ไหมคะ คุณน้องอยากฟังจังเลย หลวงพี่รีบ ๆ เถอะค่ะ เดี๋ยวจะหมดโควต้าอีก
imagesCAN4BKSXสมีรี่ : น่าน... เปลี่ยนเรื่องทันใด เอ้า... แนะวิธีปฏิบัติแบบหลวงพ่อฤๅษีไปแล้ว มาดูแบบหลวงพ่อปราโมทย์กันมั่ง ความจริงก็ดีทั้งนั้นแหละ แบบไหนตรงจริต ก็เอาแบบนั้น แบบหลวงพ่อปราโมทย์นี่ เหมาะกับคนที่ไม่ได้มีของเก่า พวกการทำสมาธิ มาแต่อดีตชาติ หมายถึง ไม่ได้บำเพ็ญมาทางด้านสมถะ พูดง่าย ๆ พวกที่ฝึกนั่งสมาธิ/เดินจงกรมแล้ว นั่ง/เดินไม่ค่อยได้หน่ะ หรือปฏิบัติสมถะไปเป็นปีแล้ว ไม่มีความก้าวหน้า ท่านก็ให้มาฝึกสติ อย่างที่คุณน้องหลงไปทำคอร์สหน้าเด้งมานี่ ก็เพราะคุณน้องไม่มีสติ เจอโปรโมชั่นอะไรนิดหน่อย ก็เคลิ้มตามเขาไป
คุณน้อง : แล้วจะแก้ยังไงคะ
สมีรี่ : ก็ให้ฝึกรู้ตัวนะ อย่างถ้าจะใช้การสวดพระคาถาเงินล้าน เป็นการเจริญสติ ก็ทำใจสบาย ๆ ท่องไปเรื่อย ๆ พอเผลอไปคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ ก็ให้รู้ตัวไว ๆ ไม่ใช่ห้ามไม่ให้เผลอนะ เผลอได้ แต่ให้รู้ตัวไว ๆ คุณน้องเข้าใจใช่ไหมจ๊ะ
คุณน้อง : อ้าว... ไม่ใช่ให้รู้สึกตัว มีสมาธิกับการสวดมนต์ตลอดการสวด หรือคะ
สมีรี่ : ถ้าคิดจะเจริญสติ ไม่ถูกนะอย่างนั้น การ "พยายาม" รู้สึกตัวตลอดการสวดมนต์ เป็นการ "ทำ" ที่เกินธรรมดา ไปเพ่งไว้ เมื่อไหร่เพ่ง เมื่อนั้น เป็นสมถะ ต้องรู้ว่า เราปฏิบัติอย่างไรแล้ว พระยามารท่านไม่อาจเพิกเฉยนะ คนมากมายไปปฏิบัติธรรม แต่ไม่รู้ว่า ตัวเองไปปฏิบัติอะไรอยู่ สมถะ หรือ วิปัสสนา ทั้งสองอย่าง สำคัญทั้งคู่ เราต้องทราบให้ชัดก่อนลงมือปฏิบัติว่า เรากำลังปฏิบัติอะไร หากคิดจะทำวิปัสสนา แต่ดันไปเดินสมถะ ทำมันทั้งชาติก็ไม่ไปไหน อย่างเก่งก็ได้สมาบัติ ๘ เหมือนมหาบุรุษ อย่างนั้นท่านพระยามารนั่งทอดหุ่ย เล่นเลี้ยบตุ่ยอยู่บนโน้นสบายแฮ
คุณน้อง : แล้วมันต่างกันอย่างไรหล่ะคะ
สมีรี่ : มาว่ากันเรื่องความหมายก่อน จำความหมายให้มั่น ๆ นะ สมถะ คือ อุบายให้ใจสงบ วิปัสสนา คือ อุบายเรืองปัญญา ฉะนั้นอะไร ๆ ที่ทำแล้วใจสงบนั่น เรียกสมถะทั้งนั้นแล ไม่ว่าจะเป็นการรู้ลมหายใจ การเดินจงกรม การนั่งสมาธิ การสวดมนต์ การนับลูกประคำ การภาวนาว่า "พุทโธ"การพิจารณาร่างกายเป็นของไม่สวยไม่งาม หรือที่เรียกว่า อสุภะการเพ่งลูกแก้ว เพ่งไฟ เพ่งน้ำ เพ่งดิน การท่องสูตรคูณ การท่องหนังสือ การเล่นหมากรุก การทำการบ้าน อะไรก็ตามที่ช่วยให้ใจนิ่ง ๆ นั่น เป็นสมถะทั้งสิ้น
คุณน้อง : อ้าว... อย่างนี้คุณน้องแต่งหน้าด้วยใจนิ่ง ๆ ก็เป็นสมถะัด้วยซีคะ
สมีรี่ : ช่ายแล้ว แต่ต้องถามตัวเองด้วยนะว่า สงบจริงหรือเปล่า? หรือไปฟุ้งคิดว่า ทำไมหน้าชั้นไม่สวยกว่านี้ อุ๊ย... สิวขึ้น อ๊ะ... หน้าหมอง อยากได้เครื่องสำอางยี่ห้อนั้น แฟนฉันตอนนี้อยู่ไหนนะ เดี๋ยววันนี้ จะไปไหนบ้าง อย่างนี้ ฟุ้งยิ่งกว่าเดิม ตอนที่มีสมาธิในการแต่งหน้า ไม่คิดเรื่องอื่น นั่นละ สมถะ
คุณน้อง : อ้าว... อย่างนี้ คุณน้องก็ทำสมถกรรมฐานทุกวันเลยซีคะ เย้... อย่างนี้ก็ได้ไปโม้กับคนอื่นได้ว่า คุณน้องปฏิบัติธรรมทุกวัน
สมีรี่ : ประมาณนั้นแล ก็ปฏิบัติธรรมนั่น มันมาจากคำว่า ปฏิบัติ + ธรรมะ หรือ ธรรมชาติ คนเราทุกวันนี้ก็ปฏิบัติธรรมกันอยู่แล้ว ไม่ว่าคุณนั่งสมาธินิ่งเป็นหินได้ ๑ ชั่วโมง หรือ คุณนั่งแต่งหน้าโดยไม่คิดเรื่องอื่น ๑ ชั่วโมง ก็มีค่าเท่ากัน เป็นสมถกรรมฐาน เหมือนกัน ถ้ารู้ตัวได้บ่อย ๆ ตลอดการแต่งหน้าเลย ก็ยิ่งดี มีโอกาสพลิกเป็นวิปัสสนา
images9
คุณน้อง : อย่างนี้คุณน้องแต่งหน้าชั่วโมงหนึ่ง ก็เท่ากับพวกที่เขาไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม ยืน เดิน นั่ง นอน ชั่วโมงนึง ซีคะ
สมีรี่ : ถูกต้องแล้วหล่ะ การปฏิบัติ ไม่มีจำกัดท่าทาง หรือสถานที่ โดยเฉพาะนะ ถ้าพวกเขาที่ไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม ไม่เดินวิปัสสนาควบไปด้วย จิตไปแช่ นิ่ง ๆ อยู่ ทำแทบตาย ก็เหมือนนั่งแต่งหน้านิ่ง ๆ อยู่บ้าน การปลีกวิเวกไปปฏิบัติธรรม ก็เพื่อให้เรารู้แนวปฏิบัติ หรือบางที การอยู่ในเมือง กิเลสมันมากมายเกินกว่าที่จะทำสมาธิได้ ก็ให้หลบไปเพิ่มพลังสักพัก แล้วนำกลับมาทำต่อในชีวิตประจำวัน ถ้ากลับมาบ้านแล้วทิ้งหมด อย่างนั้นก็ไม่ใคร่มีประโยชน์ อีกอย่างเวลาหลบไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม บรรยากาศในสถานปฏิบัติธรรม มีส่วนช่วยเร้าการปฏิบัติเยอะ ใคร ๆ ก็ตั้งใจปฏิบัติกัน แต่ต้องรู้ว่า เราไปเพื่อไปเติมพลัง ของจริง อยู่ที่บ้าน อยู่ที่ทำงาน เราต้องเอาการปฏิบัติธรรมควบรวมเข้าไปในชีวิตประจำวันให้ได้ เมื่อไหร่ต๊อแต๊ ก็หลบไปได้ แต่ไม่ใช่กลายเป็นว่า ถ้าไม่ไปเข้าคอร์ส ไม่ปฏิบัติธรรม อย่างนี้ใช้ไม่ได้นะ
แล้วทำอย่างไร การอุตส่าห์ไปนั่งสมาธิหลังขดหลังแข็ง เดินจงกรมจนเท้าด้าน จะเริ่ดกว่า การแต่งหน้าทาปากอยู่บ้าน จุดสำคัญ คือ ต้องพลิกสมถะ เป็นวิปัสสนา
คุณน้อง : ยังไงคะ
สมีรี่ : ในกิริยาอาการภายนอกเหมือน ๆ กันนี่ เราไม่มีทางรู้เลยว่า เขากำลังเดินสมถะ หรือวิปัสสนา เพราะมันพลิกนิดเดียว การนั่งสมาธิ คนหนึ่งอาจจะเดินสมถะเพียว ๆ อีกคนอาจจะเดินสมถะ สลับวิปัสสนา การเดินจงกรม บางคนอาจเดินสมถะอย่างเดียว อีกคนอาจกำลังวิปัสสนาล้วน ฉะนั้น เห็นเขาปฏิบัติอะไรก็แล้วแต่ ไม่ควรไปตัดสินเขาจากภายนอก
คุณน้อง : รับทราบค่ะ ต่อแต่นี้ คุณน้องจะไม่ไปว่าใครแล้วค่ะ จะคอยดูแต่จิตใจตัวเอง ต่อเลยค่ะ
สมีรี่ : ก่อนจะเข้าถึงวิปัสสนา ต้องมาเจริญสติก่อน ครับ สติเจริญผิด ก็กลับเป็นสมถะอีกนะ
คุณน้อง : หูย... ดูวิปัสสนานี่จะทำยากมากเลยนะคะ
สมีรี่ : ไม่เลย วิปัสสนานี่ทำง่ายมาก แต่เข้าใจยาก ถ้าเข้าใจซะแล้วนะ ทำอะไรก็เป็นวิปัสสนาไปหมด ไม่เข้าใจนะ ทำอะไรก็เป็นสมถะไปหมด
คุณน้อง : แล้วคุณน้องจะเริ่มยังไงดีคะ
สมีรี่ : ก็เริ่มจากฝึกการรู้ตัว อย่างตอนนี้กำลังอ่านข้อความนี้ กำลังเผลอคิดตามไป รู้สึกตัวไหม?
คุณน้อง : อ๋อ...ค่ะ พอหลวงพี่ทัก ก็รู้สึกตัวขึ้นมาเลย
สมีรี่ : นั่นละ "สติ" ละ แต่ สติ เกิดขึ้นแป๊บเดียวนะ ไม่ถึงวินาทีเลย จังหวะที่รู้ตัวขึ้นมาแวบนั่นละ ที่สติเกิด จากนั้นก็ไปคิด ไปเพ่ง ต่อ คือถ้าคนไม่เคยปฏิบัติ จะกลับไปคิดนะ คนที่เคยปฏิบัติ จะกลับไปเพ่ง อุ้ย... เมื่อกี้เผลอไป คราวนี้จะไม่ให้เผลออีก ไอ้ความไม่ยอมเผลอนี่ละ ทำให้กลายเป็นสมถะไปอีก ไปเพ่งจิตไว้ ให้รู้ตัวตลอด อย่างนี้ใช้ไม่ได้นะ
untitled
คุณน้อง : แล้วยังไงถึงจะใช้ได้คะ
สมีรี่ : ให้ปล่อยตัวตามสบาย เผลอแล้วรู้ตัวไวไว อย่าทำตัวให้ผิดธรรมดา นะจ๊ะกายทำอะไรก็แล้วแต่ จะนั่ง จะยืน จะเดิน จะนอน จะหายใจ ให้เป็นเรื่องของกาย จิตเป็นคนดู ดูเหมือนดูคนอื่นกำลังนั่งยืนเดินนอนหายใจ นั่นแล กายเป็นอย่างไร ให้รู้ว่าเป็นอย่างนั้น จิตเป็นอย่างไร ให้รู้ว่าเป็นอย่างนั้น ไม่ไปแทรกแซง ทำใจสบาย ๆ นั่นละ หลักของการปฏิบัติเลย ไม่ว่า ครูบาอาจารย์องค์ไหน สอนเหมือนกันหมดนะ หลวงพ่อฤๅษีท่านไปเที่ยวสวรรค์ได้ครั้งแรก ก็ตอนไปนั่งพิงตุ่ม ในส้วม หลวงพ่อปราโมทย์บอกว่า ความสุข เป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ กระทั่งพระอานนท์ ก็บรรลุธรรมตอนที่คลายกำลังใจ จะเลิกทำความเพียรนั่นเอง จำไว้เลย ปฏิบัติธรรมให้ได้ผลดี ใจต้องสบาย
คุณน้อง : อ้าว... แล้วถ้าคุณน้องกำลังไม่สบายใจหล่ะคะ
สมีรี่ : ก็ให้รู้ว่า กำลังไม่สบายใจ รู้เฉย ๆ นะ ไม่ไปแทรกแซง อย่าไปอยากให้ความไม่สบายใจหายไป อย่าอยากปฏิบัติ อย่าคิดว่า จะ "ต้อง"ทำให้ดี ถ้ารู้ด้วยใจเป็นกลางแล้ว ความไม่สบายใจจะหายไปเอง คิดไว้ว่า ไม่ดีก็ได้ ดีก็ได้ เสมอกัน
คุณน้อง : แล้วถ้ารู้ว่า กำลังไม่สบายใจ ยังง้ายยังไง มันก็ไม่หายหล่ะคะ
สมีรี่ : ถ้ามันไม่หายนะ ให้รู้เลยว่า ขณะนั้น จิตไม่เป็นกลาง ถ้าสงสัยว่าทำไมไม่หาย ให้รู้ว่ากำลังสงสัย หรือถ้าทำยังไงก็ไม่หาย ให้รู้ลงไปอีกว่า กำลังอยากให้หาย ที่สุดแล้วก็ยังไม่หาย ก็ให้รู้ว่า จิตเป็น "อนัตตา" ควบคุมไม่ได้ มันจะไม่สบายใจ ก็เป็นของมันเอง บทมันจะหาย ก็หายของมันเอง
คุณน้อง : โอ้โห... ลึกล้ำจริง ๆ เลยค่ะ ตกลง "รู้" อย่างเดียวเลยใช่ไหมคะเนี่ยะ
สมีรี่ : ใช่แล้ว เกิดปัญหาอะไรในการปฏิบัติขึ้น "รู้" อย่างเดียวเลย
คุณน้อง : อ๊ะ... อย่างนั้น คุณน้องกลับไปเจริญสติดีกว่า จะได้ไม่ไปเผลอซื้อคอร์สหน้าเด้งอีก
สมีรี่ : เจริญสติ แล้วก็ภาวนาคาถาเงินล้านควบไปด้วยเลยนะ ให้ดีก็เพิ่มวิปัสสนาเข้าไป ให้เห็นว่า ทุกสภาวะที่ไป "รู้" นั้น ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้นาน ไม่เที่ยง แล้วก็ควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่ตัวเรา ทั้งอารมณ์ที่ดี และไม่ดี นั่นแหละ อย่างนี้รับรอง ท่านพระยามารเต้นผาง คุณน้องได้รวยไม่รู้เรื่องรับตรุษจีนแน่
คุณน้อง : สาธุ สมพรปากยกกำลังห้าเลยค่ะ เดี๋ยวคุณน้องขอตัวไปท่องพระคาถาก่อนนะคะ กราบนมัสการลาเจ้าค่ะ
สมีรี่ : เอ้า... ได้ของดีแล้วไปเลยเรอะ เจริญพร ๆ ขอให้ทุกท่านที่ติดตามอ่านมาตั้งแต่ตอนแรก ท่องพระคาถาแล้ว ซินเจี่ย หยู่อี่ ซินนี้ ฮวดไช้ กันทุกคนเลยนะ คร๊าบ ฯ
อวสาน
cadit by Dhammasarokikku
Share:

0 ความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น

เจ้าอาวาสวัดพุทธบูชา

พระราชภาวนาพินิจ

(สนธิ์ อนาลโย)

คณะผู้จัดทำรายการ

thumb_หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร 3~0พระธรรมมงคลญาณ

ประธานสถาบันพลังจิตตานุภาพ

02พระราชภาวนาพินิจ

เจ้าอาวาสวัดพุทธบูชา

Scan0006พระสุวรรณสิริวัณโณ

ผู้ดูแลเว็บไซด์และผู้ดำเนินรายการภาษาธรรมภาษาใจ

Rotation of DSCF6306

พระครูสุนทรวินัยวัฒน์

ผู้อำนวยการสถานีวิทยุวัดพุทธบูชา fm100.25mhz

penrut1คุณเพ็ญรัตน์พัวพงษ์ไพโรจน์ ผู้ดำเนินรายการหรรษาศาลาธรรม

DSC00062

ร.ศ.มานพ ตันตระบัณฑิต ผู้ดำเนินรายการกุศลสำหรับประชาชน

DSCF8162

ลุงพุทธิธรรม

ประธานแบ่งปัน สมุนไพรเพื่อสังคม

นักจัดรายการ5

คุณจิตตรา เพชรวงศ์

ประชาสัมพันธ์

FM100.25Mhz

Blog Archive

Blog Archive